วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

The Theory of Everything : 7May2015

The Theory of Everything  :  7May2015

เป็นหนังอัตชีวประวัติอีกแล้ว
แต่กว่าจะนึกได้ก็ผ่านไปครึ่งเรื่อง

พอได้ยินว่า พระเอกในเรื่อง
ชื่อ สตีเฟ่น ฮอว์คิง
แล้วคุ้นเลย

นักฟิสิกส์ที่เป็นโรคกล้ามเนื้อ
เสียการประสานงานจาก
สมองน้อยและไขสันหลัง
spinocerebellar degeneration
(เหมือนอายะใน 1litre of tears)

เดินไม่ได้ เขียนไม่ได้ พูดไม่ได้
กินลำบาก แต่สมองยังเป็นเลิศ
คิดทฤษฎีเกี่ยวกับเวลา โลก และอวกาศ
ออกมาประกาศให้โลกทึ่งได้อยู่เสมอ

แต่เนื้อเรื่องของหนัง
ดูจะมุ่งประเด็นชีวิตรัก
และชีวิตครอบครัวของคุณลุงฮอว์คิง
มากกว่าจะเน้นเรื่องการคิดทฤษฎี
ที่ยิ่งใหญ่ของเค้า

แต่ก็นั่นหล่ะ
คนเราจะมีความคิดดีๆเกิดขึ้นได้ยังไง
ถ้าไม่มีครอบครัวดีๆ
คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

เนื้อเรื่องเริ่มขึ้นที่ฮอว์คิง 
พบรักกับเจน
ช่วงที่เค้ากำลังเรียนปริญญาเอก

แต่ในขณะที่ความรักกำลังเลิศ
การเรียนกำลังหรู 
เค้าก็พบว่าเค้าเป็นโรค
ที่สมองไม่สามารถควบคุม
การทำงานของกล้ามเนื้อได้

หมอบอกว่าเค้าจะค่อยๆสูญเสีย
ความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อไป
และอาจเสียชีวิตภายในสองปี!!

ยกเว้นก็แต่สมอง 
ที่ยังคงใช้งานได้ปกติ

เค้าตัดสินใจเลิกกับเจน
แต่เจนก็พิสูจน์ให้เห็นว่ารักจริง
และได้แต่งงานกัน

แม้อาการของฮอว์คิง
จะปรากฏเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่เจนก็ยังพร้อม
และเต็มใจจะดูแลฮอว์คิงอย่างดี

พวกเค้ามีลูกด้วยกันสามคน

และความกดดัน
ในครอบครัวเริ่มเพิ่มขึ้น
เพราะลูกย่อมต้องการพ่อที่แข็งแรง
และปกป้องลูกได้

อาการฮอร์คิงแย่ลง
เจนเครียดมากขึ้น

แม่เจนบอกให้เจน
ไปร้องเพลงในโบสถ์
เพื่อคลายเครียดบ้าง

ที่นั่นเจนก็พบครูสอนร้องเพลง
และแอบชอบพลอกัน

แต่เจนและครูก็ยังไม่ล่วงเกินกัน
เพราะยังซื่อสัตย์ต่อฮอร์คิง

แต่หลังๆฮอว์คิงก็เริ่มสังเกตเห็น
จึงเสียสละเป็นฝ่ายจากไปจากชีวิตเจน
เพื่อเปิดโอกาสให้เจนกับครูได้รักกัน

ซึ้งเลย...

ซึ้งที่ทั้งสองยังรักกัน

เจนเองก็ยังอยากดูแลฮอว์คิง
แต่ฮอว์คิงก็อยากให้เจนมีคนดูแลบ้างเช่นกัน

ต้องอย่างนี้ซิ คือความรัก..
ความรักที่ปรารถนาดีต่อกัน :)


Seventh Son : 12 May 2015

Seventh Son  :  12 May 2015

หลักใหญ่ใจความที่ดู 
คือ พระเอกหล่อ
ซึ่งดูแล้วก็มันส์ดี
แต่เนื้อหาไม่มีอะไร

เกเกอรี่เคยรักกับแม่มดมัลคิ่น
แต่แล้ววันหนึ่งก็หมดรัก 
แล้วไปแต่งงานกับคนปกติ

มัลคิ่นโกรธเลยฆ่าเมียเกเกอรี่
แล้วกลายเป็นแม่มดที่โหดร้าย
อาละวาดทำลายล้างผู้คน

เกเกอรี่จับมัลคิ่นไปขังไว้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป
มัลคิ่นก็ออกมาได้อีกครั้ง
มาฆ่าลูกศิษย์ของเกเกอรี่ตายไป

เกเกอรี่จึงต้องหาลูกศิษย์คนใหม่
โดยเจาะจงว่าต้องเป็น
บุตรคนที่เจ็ดของบุตรคนที่เจ็ด

เพราะมีความเชื่อว่า
บุตรคนที่เจ็ด
จะมีพลังพิเศษกล้าแกร่ง
พอจะเป็นมือปราบปีศาจที่ดีได้

เกเกอรี่ ไปซื้อตัวโทมัสมาฝึกฝืมือ
โทมัสนั้นก็มีความกล้าหาญ
เรียนรู้ได้เร็ว 
แถมยังมีเชื้อแม่มดทำให้มีนิมิต
รู้ล่วงหน้าเป็นบางครั้งด้วย

หลักของเรื่องก็คือ 
ตามหาบุตรคนที่เจ็ด
มาปราบแม่มดมัลคิ่นนั่นเอง

ระหว่างทางก็โชว์ทักษะ
การต่อสู้กับพวกตัวประหลาด
พอสนุกสนานเพลิดเพลิน

ตอนจบกำจัดมัลคิ่นได้
ซึ่งเราว่าคุณแม่มดมัลคิ่นก็ตายง่ายเกินนะ
แต่ก็ Happy Ending


ห้องหุ่น : 1 May 2015

ห้องหุ่น  : 1 May 2015

ดูเพราะอยากดูอนันดา
และคิดว่าหนังน่าจะเข้าใจยาก..ท้าทายดี
ซึ่งดูจบแล้ว ก็เข้าใจยากจริง
แต่ถ้าบทมันดี 
ก็ควรค่าแก่การใช้เวลา
เพื่อทำความเข้าใจ
แต่เนื้อเรื่องมัน.............
ไม่ต้องเข้าใจมากก็ได้วะ!!

คุ้นๆว่าห้องหุ่นที่เคยรู้จัก
เป็นความเชื่อที่ว่า
ถ้าปั้นหุ่นที่ขนาดเท่าตัวจริงไว้
เมื่อเจ้าของหุ่นตาย 
วิญญาณจะเข้ามาอยู่ในหุ่น

แต่กับห้องหุ่นเวอร์ชั่นนี้
พยายามทำให้ลึกลับน่าค้นหา
ซับซ้อนซ่อนเงื่อน 
ว่าใครเป็นคนปั้นหุ่น
และปั้นหุ่นไปเพื่ออะไร

แต่หนังก็ทำได้น่าเบื่อ
มากกว่าความอยากรู้คำตอบอีก

ไหม เด็กในบ้านนักปั้นหุ่น
มีความกดดันทางจิตใจ
โดนเฆี่ยนโดนทารุณตอนเด็ก
โตขึ้นจึงหัดปั้นหุ่น 
และหลอกล่อให้คนที่ไหมรู้สึกถูกชะตา
มาปั้นหุ่น โดยหลอกว่า 
การปั้นหุ่นจะทำให้คำขอบางอย่างสมหวัง
ซึ่งหลังจากปั้นหุ่นเสร็จ คำขอสมหวังแล้ว
เจ้าของหุ่นจะตาย 
และวิญญาณจะเข้ามาอยู่ในหุ่น

ซึ่งนพและพลอยต่างก็มีหุ่น
แล้วพยายามมาสืบหาความจริง
แต่ก็ตายอยู่ดี..
จบ..เลยละกัน??

-ถ้าต้องการสิ่งหนึ่งก็ต้องแลกกับอีกสิ่งหนึ่ง-


Millian Dollar Arm : 13 May 2015

Millian Dollar Arm : 13 May 2015

ขึ้นต้นเรื่องมาว่า 
สร้างจากเรื่องจริง..อีกแล้ว
ซึ่งเราดูแล้วชอบนะ
เอาใจช่วยกับพระเอก
และเด็กอินเดียทั้งสองคน
ให้ทำตามความฝันได้สำเร็จ

เจบีเป็นเอเย่นต์ปั้นนักกีฬา
เคยรุ่งเรืองแต่เริ่มตกอับไม่มีตังค์ใช้

เหลือความหวังสุดท้ายคือโปโป
ที่เค้าดูแลมาเป็นปี
แต่โปโปกลับไปเซ็นต์สัญญากับค่ายอื่น
เพราะให้เงินมากกว่า
เจบีจึงต้องเริ่มหาปั้นเด็กใหม่

วันนึงเค้าดูรายการทีวี
ช่องนึงเป็นกีฬาเบสบอล
อีกช่องเป็นรายการ 
britain’s got talent

เค้าจึงคิดรายการแข่งขัน
ขว้างเบสบอลขึ้น
โดยตัดสินจากความเร็วและตรงเป้า

เค้าเจาะกลุ่มคนอินเดีย
เพราะถ้าส่งให้คนอินเดีย
มีนักกีฬาเบสบอลติดทีมสโมสรได้
ก็จะได้คนดูรายการทีวีเพิ่มขึ้น
เพราะประชากรอินเดียนั้นมีมากมาย

ด้วยการแข่งขันนั้น บิเนชกับริงกู
เด็กหนุ่มบ้านๆ ได้เข้ารอบ
และได้มาเริ่มฝึกเบสบอล
ที่อเมริกาอย่างจริงจัง

ในช่วงแรกๆ 
ทั้งคู่ต้องปรับตัวอย่างมาก
ด้วยภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ
ที่แตกต่างกัน

ในการเปิดตัวครั้งแรกของทั้งคู่
ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่

ทีแรกเจบีก็หงุดหงิด
และโทษเด็กๆที่ไม่ฝึกซ้อม
จนเจบีถูกเตือนสติ
ให้ดูแลเด็กทั้งคู่ด้วยความจริงใจ
มากกว่าหวังผลทางธุรกิจ

เจบีจึงค่อยๆเรียน
รู้วัฒนธรรมของชาวอินเดีย
และเข้ากับพวกเค้าได้อย่างกลมกลืน

และสุดท้ายพวกเค้าทั้งหมด
ก็ทำได้สำเร็จ Happy Ending

-หากมีสักคน ที่ “เชื่อมั่น” ในตัวเรา
ความเชื่อมั่นนั้นจะเป็นแรงผลักดัน 
ให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นอีกนิดนึง
ให้กำลังใจ คนที่เรารัก 
ด้วยการเชื่อมั่นในตัวเค้า กันเถอะ-


Into The Wild : 15 May 2015

Into The Wild  :  15 May 2015

เปิดกระทู้หาหนังน่าดูในพันทิพ
หนึ่งในนั้นคือเรื่องนี้
เลือกมาดูก่อนใครเพราะชื่อหนัง
เวอร์ชั่นภาษาไทยคือ “เข้าป่าหาชีวิต”
จากชื่อแล้วก็น่าจะเป็นหนัง
ที่สื่อถึงการค้นหาความหมายชีวิต
ในอีกแง่มุมหนึ่ง

เมื่อดูจบ จึงรู้ว่าหนังนี้
มาจากเรื่องจริง
การค้นหาความหมายชีวิต
ในแบบของคริสมีอยู่จริง..
และแม้ว่าหนังจะจบ
แบบไม่ Happy Ending
แต่หนังก็ได้ให้แง่คิดกับคนดู
ให้เอาไปคิดต่อยอดได้อีกหลายประเด็น

หนังเล่าว่า
หลังจากคริสเรียนจบมหาลัย
ก็หลอกพ่อกับแม่ว่าไปเรียนต่อ

แต่ที่จริงกลับบริจาคเงิน
ทุนการศึกษาที่มีอยู่
แล้วเก็บของแบกเป้
ไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องการ
ให้ครอบครัวหาเจอ

ในความคิดของคริส
เค้าอยากลองใช้ชีวิต
ในแบบที่เป็นอิสระ
จากโลกนามธรรม
ที่ให้ค่ากับความเจริญ 
อำนาจ และวัตถุนิยม

เค้าไม่อยากมี 
ไม่อยากยึดติดกับอะไร
ที่บดบัง “ตัวตน” 
หรือ “แก่น” ที่แท้จริงของเค้า

หนังย้อนไป
ให้เราพอเข้าใจว่าทำไม
คริสจึงมีแนวคิดแบบนี้

พ่อกับแม่คริสแต่งงานกัน
และมีคริสกับน้องสาว
โดยที่ไม่รู้ว่าพ่อคริสมีเมียและลูกอยู่แล้ว
คริสกับน้อง
จึงกลายเป็นแค่ลูกนอกสมรส

เมื่อแม่รู้ว่าตัวเองเป็นเมียน้อย
ก็ทะเลาะกับพ่อเกือบทุกวัน
แต่ก็ไม่ยอมเลิกกัน
เพราะต้องรักษาหน้าตาในสังคมไว้

ในใจเด็กที่ต้องเจอ
กับเรื่องราวแบบนั้นทุกวัน
เราเองก็พอจะเข้าใจว่าทำไม 
คริสจึงอยากหนีห่างจากสังคม

ในช่วงสองปีที่เค้าออกจากบ้านมา
เค้าอาศัยโบกรถ
และพบผู้คนที่หลากหลาย
เค้ามีมนุษยสัมพันธ์ 
แต่เค้าไม่ให้ความผูกพันกับใคร

เค้าเข้าป่าไปใช้ชีวิตเรียบง่าย
หิวก็ล่าสัตว์ เก็บผลไม้
เบื่อป่าก็ออกมารับจ้างทำนั่นนี่เล็กๆน้อยๆ

ชอบความสัมพันธ์
ระหว่างคริสกับแต่ละคนที่เค้าพบเจอ

-          --ทั้งกับคู่รักฮิปปี้ ที่ผู้หญิงมีลูก
และลูกหนีออกจากบ้าน
เหมือนกันกับคริส
ผู้หญิงเสียใจ
และรู้สึกว่า
ไม่ควรได้ความรักจากใครอีก
ผู้ชายที่รัก
และดูแลผู้หญิงคนนี้มาหลายปี
ได้แต่รอคอยให้ผู้หญิง
เปิดใจยอมรับ
เมื่อผู้หญิงได้เจอคริส
ก็รู้สึกผูกพันเหมือนลูก
ผู้หญิงบอกให้คริสรู้ 
ถึงความเสียใจของพ่อแม่
ที่ต้องสูญเสียลูกไป
คริสช่วยให้ความสัมพันธ์
ของคู่รักฮิปปี้นี้ลงตัวขึ้น

-          ---กับสาวสวยอายุ 16 ที่มาชอบคริส
และถึงคริสจะชอบเช่นกัน
แต่คริสก็ต้องการอิสระ
เกินกว่าจะถลำตัว
เข้าไปมีความสัมพันธ์
และผูกพันด้วย

-          ---กับครอบครัวชาวนา
คริสไปรับจ้างขับรถเกี่ยวข้าว
เค้าสนุกกับงานชั่วคราวนี้
เช้าตื่นมาทำงานเกี่ยวข้าว
เย็นกินเหล้า 
ระหว่างกินเหล้า
เค้าเล่าให้นายจ้างฟัง
เรื่องความรู้สึกกดดันต่างๆที่ทำให้เค้า
อยากออกมาใช้ชีวิต
หลุดพ้นจากวัตถุนิยม
และโลกนามธรรมเหล่านั้น
ทำไมผู้คนต้องเลวร้ายใส่กัน
ทำไมต้องอยากมีอำนาจ 
อยากจะบงการชีวิต
และตัดสินคนอื่นๆ
แต่นายจ้างที่มองโลกจากมุมที่ต่างกัน
บอกกับคริสว่า “คุณกำลังมีปัญหา
เพราะคุณใส่ใจกับเรื่องพวกนี้มากเกินไป”

-         --- กับรอน ชายชราที่อยู่ตัวคนเดียว
คริสท้าทายให้รอนปีนเขา
และออกไปพบเจอกับโลกภายนอก
คริสทำให้รอนตื่นเต้น
สนุกสนานกับชีวิตที่แปลกใหม่
และทำให้รอนอยากจะได้คริส
มาเป็นหลานชาย
รอนบอกคริสว่า 
“เรื่องพ่อแม่ ถ้าคริสให้อภัยได้ 
คริสก็จะรักเป็น”

ซึ่งถึงแม้ คริสจะได้เจอกับคนที่ดีกับเค้า
และได้รับบทเรียนดีๆระหว่างนั้น
แต่สำหรับคริส เค้ามองว่า
อิสรภาพและความเรียบง่าย
มันดีจนเค้าไม่อยากปฏิเสธ

บางทีความรัก ความผูกพัน 
ก็ทำให้เกิดความกลัว
กลัวที่จะต้องสูญเสีย
ถ้าใช้ชีวิตแบบไม่ต้อง “กลัว” สิ่งที่อยู่ข้างหน้า 
มันอิสระมากๆเลย

    คริสยังคงอยากออกไป
    เผชิญโลกภายนอก
โดยมีเป้าหมายคือ อลาสก้า

เมื่อเค้าไปถึงชายป่า
ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

เค้าบังเอิญเจอรถบ้าน
ที่เคยมีคนอาศัยอยู่
เค้าปักหลักอาศัยอยู่ที่นั่น
ทำบันทึก อ่านหนังสือ
เรียนรู้ธรรมชาติรอบข้าง

วันหนึ่งขณะอ่านหนังสือ
เค้าก็คิดได้ว่า 
เค้าอยากกลับไปมีครอบครัว

แต่เมื่อน้ำแข็งละลายแล้ว
แม่น้ำที่เชี่ยวมาก 
ขวางกั้นทางกลับ
เค้าต้องกลับมาอยู่ที่รถบ้านอีกครั้ง

ไม่นานหลังจากนั้น
เค้าก็บังเอิญไปกินมันอลาสก้าซึ่งมีพิษ
และเค้าต้องจบชีวิตลงที่รถบ้าน
ในป่าแห่งนี้

ก่อนตาย เค้าเขียนไว้ในหนังสือว่า
Happiness  only real when shered
ความสุขที่แท้จริง เกิดขึ้นเมื่อได้แบ่งปัน

และคิดไปว่า หากตอนนี้เค้ากลับไป
อยู่ในอ้อมกอดของพ่อกับแม่
พ่อกับแม่จะเห็น
เหมือนกันกับที่คริสเห็นมั้ย??

ตอนที่ดูในช่วงแรกๆ
รู้สึกว่าคริสมีแนวคิด
และกล้าออกไปใช้ชีวิตแบบนี้ก็เจ๋งดี

แต่พอดูไปเรื่อยๆจะพบว่า
คริสนั้นเลือกดำเนินชีวิตแบบสุดโต่ง

ซึ่งสำหรับเราที่เป็นคนดู
ดูแล้วต้องปรับให้เป็นความคิดที่สมดุลขึ้น

คนเราต่างเกิดมา
เพื่อเรียนรู้ในแง่มุมที่ต่างกัน
ความจริงของคนนึง
อาจไม่ตรงกับความจริงของอีกคน
แต่ละคนก็มีแง่มุม
ในการไขว่คว้าหาความสุขของตัวเอง

“จริงของคริส”
“จริงของคู่รักฮิปปี้”
“จริงของคุณชาวนา”
และ “จริงของรอน”

แม้แต่กับพ่อแม่ของคริสเอง
ที่เหมือนถูกมองว่า
เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด
เค้าก็ไม่ได้ผิดอะไร
ที่เค้าเป็นไปตามกระแสสังคม

น้องสาวคริสบันทึกไว้ว่า
หลังจากคริสหายไป
พ่อกับแม่ก็รู้สึกผิด
ความรู้สึกผิดกลายเป็นความเจ็บปวด
    ความเจ็บปวดทำให้พวกเค้า
    เห็นอกเห็นใจและใกล้ชิดกันมากขึ้น

คนเราทุกคน มีเวลาในการเรียนรู้โลกเท่าๆกัน
อยู่ที่เราเลือกเรียนรู้ในแง่มุมไหน..